เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2551
ข้าพเจ้าได้รับข้อความโพสทางเน็ตในหน้าเยี่ยมชม ความคิดเห็นที่ 4 ข้อความว่า หลอกลวง โดยพ่อมึง หน้าสมุดเยี่ยม นั้นข้าพเจ้าได้เปลี่ยนแปลงเพราะ error เข้าใช้งานต่อไม่ได้ แต่ได้ปริ้นและถ่ายเอกสารไว้แล้ว จากการกระทำนั้น ทำให้ข้าพเจ้าเสื่อมเสีย ลูกค้าอาจเข้าใจผิดได้
คุณตำรวจจึงแนะนำให้ข้าพเจ้า ชี้แจงแถลงไข เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
นายวรวุฒิ ไม่ทราบนามสกุล อยู่บ้านเลขที่ 85/6 ถ.มหาจักรพรรดิ ต.หน้าเมือง อ.เมือง
จ.ฉะเชิงเทรา ได้ทำการ เช่าหนังสือการ์ตูนหมึกจีน กับข้าพเจ้า เป็นสัญญาปากเปล่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ให้เช่า โดยมีหนังสือ
จำนวน 40 เล่ม มัดจำ 1,400 บาท ค่าเช่า 50 บาท โดยมีเงื่อนไข ส่ง 40 ต่อเดือน การให้เช่าในครั้งนั้น ข้าพเจ้ามิได้ผลประโยชน์แต่อย่างใด ข้าพเจ้าเพียงแต่หวังว่า ซักวันหนึ่งเมื่อติดต่อกันได้ระยะหนึี่ง
ข้าพเจ้าจะแลกเปลี่ยนหนังสือเก่าของเขาโดยจัดหาของใหม่ไปให้ โดยปกติแล้วหนังสือ
จากร้านเช่าเมื่อไม่ได้ใช้แล้ว เขาจะขายให้บรรดาพ่อค้าซื้อของเก่า - กระดาษต่าง ๆ
จากแนวความคิดนี้ขาพเจ้าจึงยอมขาดทุนในเบื้องต้น เพื่อหวังผลในระยะยาว ดั่งสุภาษิตที่ว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อนึ่งคือ ข้าพเจ้าทำธุรกิจขายหนังสือเก่าด้วย จึงเห็นว่าน่าจะเป็นการดีกว่าที่จะรอรับซื้อจากบุคคลทั่วไป
แต่แล้วก็มีเหตุให้ข้าพเจ้าต้องยกเลิกการติดต่อในครั้งนั้นโดยมีสาเหตุดังนี้
1.เขาเปลี่ยนหนังสือที่ข้าพเจ้าให้ไปโดยเอาหนังสือที่เป็นเล่มต่อแล้วไม่จบคืนกลับมา
เป็นจำนวน 10 เล่ม ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ และขาดทุนเข้าไปอีก 350 บาท แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถือเอาความ และไม่ได้ทำการปรับแต่อย่างใด
2.ในการส่งหนังสือครั้งที่ 2 เขาส่งแฟ็กซ์มาให้ข้าพเจ้าเอาของใหม่ไปให้ ซึ่งข้าพเจ้ารอของเก่าอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ เขาก็โทรมาบอกว่าทำไมข้าพเจ้าไม่ส่งของไป
ข้าพเจ้าบอกว่ายังไม่ได้ของเก่าคืนเลย เขาก็โทรไปเช็คไปรษณีย์แล้วบอกว่า หนังสือส่งไปผิดที่
ข้าพเจ้าจึงให้เขารอหลังสงกรานต์เพราะติดงานไม่ว่างจะคุยด้วย
3.วันที่ 9 เมษายน 2551 ข้าพเจ้าพิมพ์จดหมายส่งไปขอยกเลิกการเช่า เป็นครั้งที่ 2เพราะไม่แน่ใจว่าจะโดนบิดพริ้วอะไรอีกหรือเปล่า แต่จดหมายคาดว่าคงไม่ได้ส่ง เพราะข้าพเจ้าให้น้องของเพื่อนเป็นผู้นำไปส่ง และเขาก็ไม่สามารถติดต่อได้ ข้าพเจ้าจึงไร้หลักฐานโดยสิ้นเชิง เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขาไม่ได้รับจดหมาย
ซึ่งระบุอย่างชัดเจน ว่ายกเลิก และขอให้เขาคืนหนังสือจำนวน 40 เล่ม มา แล้วจะคืนเงินประกันทั้งหมดให้
4.ข้าพเจ้าได้รับการติดต่อ จากคนขายประกัน ขายเมมเบอร์ที่พัก โรงแรม เมมเบอร์ ศูนย์ออกกำลังกาย
แทบจะทุกวัน จึงตัดสินใจไม่รับโทรศัพท์เป็นเวลา 2 อาทิตย์ แต่เขากล่าวหาว่าข้าพเจ้าเจตนาจะหลบหนี ซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปิดเครื่องแม้แต่อย่างใด (ถ้าจะหนีจะทำเว็บขึ้นมา แล้วใช้เบอร์เดิม ชื่อเดิม ที่อยู่เดิมในการติดต่อทำไม) ข้าพเจ้าพยายามชี้แจง แต่บุคคลซึ่งควรจะเรียกว่าภรรยาของนายวรุวุฒิ ได้กระทำการอันมิควร ด่าทอข้าพเจ้าทางเน็ตโดยมิได้ฟังความ ไม่ว่าจะชึ้แจงอย่างไร ก็กล่าวหาว่าข้าพเจ้าผิด
5.ข้าพเจ้ามีงานที่ต้องทำทั้งวัน ในวันที่เขาโทรมา ข้าพเจ้าลืมไปว่านัดเขาไ้ว้จะโทรกลับ ตอน 2 ทุ่ม แต่ได้ส่งข้อความทางมือถือบอกรายละเอียดแล้วอย่างชัดเจน แต่เขาบอกว่าจะคุยกับข้าพเจ้า
ตอน 2 ทุ่ม ในวันนั้นเท่านั้น ข้าพเจ้ามิเคยรู้เลยว่า ข้าพเจ้ามีสิทธิเสรีตามกฎหมาย แต่เหตุใดต้องทำตามคำสั่งของผู้อื่นด้วย ความไม่ตั้งใจที่ข้าพเจ้า ไม่โทรกลับไป กลายเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องลวงโลกไป สงสัยไหมว่า ทำไมเขาไม่โทรมาเอง ?
ข้าพเจ้าก็รออยู่ 20 วัน ว่าทำไมไม่โทรมาคุย ว่าจะคืนหนังสือไหม อยู่ ๆ ก็ตัดสินว่าข้าพเจ้า ตั้งใจจะโกงเงิน แล้วบอกว่ากลัวคนอื่นโดนหลอกเหมือนเขา
เุหตุการณนี้์บ่งบอกตรงไหนว่าข้าพเจ้าตั้งใจจะหลอกเอาเิงิน
6.จากการพูดคุย กับบุคคลทั้ง 2 แสดงให้เห็นว่าเขาและเธอ บกพร่องในการสื่อสาร อาจเข้าขั้นวิกลจริตก็ได้ ฝ่ายสามี บอกข้าพเจ้าว่า ส่งหนังสือมาแล้วแต่ส่งผิดที่
ส่วนภรรยาบอกว่า ส่งหนังสือมาแล้วแต่ตีกลับ ข้าพเจ้าจะเชื่อใครดี ?
7.จากการที่ข้าพเจ้าไม่ได้รับของ เขากล่าวอ้างว่าข้่าพเจ้าจงใจไม่รับของคืน ให้ตีกลับอย่างเดียว
ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรู้เลย เพราะเจ้าของอพาตเม้นท์จำชื่อข้าพเจ้าไม่ได้ จึงบอกว่าไม่มี
ข้าพเจ้าเช่าสำนักงานอยู่ใต้อพาทเม้นท์ ดังนั้นถ้าระบุชื่อ โดยไม่ได้ระบุในนามห้างร้าน ผู้รับจะไม่รู้เลยว่าข้าพเจ้าได้อยู่ที่นี่
8.บุคคล 2 คนผู้นี้มิได้ฟังความแม้แต่อย่างใด อ้างว่าสายไป และถือว่าเงินนั้นบริจาคให้ขอทานมันไป ข้าพเจ้ารอจะคืนเงินอยู่ โดยรู้เท่าไม่ถึงการว่า เหตุการณ์จะเป็นเช่นนีั้้ ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างนี้ไหม ก็ได้แต่แจ้งความชี้แจงความบริสุทธิ์ของตัวเองเท่านั้น
บุคคล 2 คน นี้กระทำการอันหมิ่นประมาท กล่าวหาใส่ความข้าพเจ้าให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทางด้านการค้า และเสียสุขภาพจิต ข้าพเจ้าเพียงส่งข้อความย้ำให้ส่งหนังสือมา ก็กล่าวหาว่าข้าพเจ้าเจตนาจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่
เขาไม่ส่งหนังสือมาและไม่รับเงิน แต่ก็ได้ยัดเยียดให้ข้าพเจ้าผิดฝ่ายเดียว
ข้าพเจ้านัดให้เขามาเจอก็ไม่มา ทั้ง ๆ ที่เวลาจะเอา ก็มาเอาได้ แต่เวลาอยากได้เงินคืน
กลับไม่มา นี่แหละชีวิตคน ผู้ถูกกระทำกลายเป็นฝ่ายผิดโดยมิได้ตั้งใจ จึงได้เขียนชี้แจงมาเพราะกลัวว่า
คนอื่นจะโดนเหมือนเรา หากจะทำการซื้อ-ขาย เช่า จะต้องมีหลักฐานยืนยันชัดเจนแล้วคุณจะฟ้องร้องเขาได้ตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไป
**บัวใต้น้ำย่อมเป็นบัวใต้น้ำอยู่วันยังค่ำ หาได้เจริญไม่ เราไม่ถือความกับผู้ด้อยปัญญา แต่เขียนมาไว้เป็นอุธาหรณ์ ผู้มีปัญญาย่อมยอมรับฟังความคิดจากผู้อื่น แต่บัวใต้น้ำ ก็คงไร้ซึ่งสิ่งใด ๆ ยากจะขัดเกลา **
เราเชื่อว่าผู้ใดกระทำกรรมไว้ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง ใส่ร้่ายป้ายสี ทำมาค้าขายไม่เจริญ
รู้เรื่องกฎหมาย
มาตรา 423 ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี
หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเอง หรือผู้รับข่าวสาส์นนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
มาตรา 447 บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควร
เพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหายหรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้
