ตอนที่ 4
หลังจากวันนั้นดาหวันก็ไม่พบเจอธรรณทรอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง
เสียงรถตู้คันหนึ่งมาจอดที่หน้าบ้าน ซึ่งมันเป็นบ้านหลังเก่าที่หล่อนเคยปลูกต้นรักด้วยกัน แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นดอกโศกเสียแล้ว ชายหนุ่มข้างบ้านได้ย้ายออกไปหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ผ่านไป 1 อาทิตย์ก็มีหญิงแปลกหน้าเดินมากดกริ่งร้องเรียก หล่อนเดินไปเปิดประตู
หญิงผู้มาเยือนเอ่ยทัก"คุณดาหวันใช่รึเปล่าค่ะ เจ้านายดิฉัน คุณธรรณธร ให้มาเชิญคุณไปพบ บอกว่าเธออภัยให้คุณหมดแล้ว"
ดาหวันพยักหน้ารับคำเชิญนั้น แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องไปไกลถึงเชียงใหม่ แต่ก็ช่างเถอะเราคงเป็นเพื่อนกันได้กระมัง หล่อนคิด จัดแจงอาบน้ำแต่งตัว เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วเดินทางไปเชียงใหม่ทันที
............................................
ยินดีต้อนรับสู่บ้านปานตะวัน ป้ายหน้าทางเข้ามันดูคุ้น ๆ หล่อนคิด เหมือนเคยพบที่ไหนซักแห่ง แต่หล่อนยังคิดไม่ออก สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกกุหลาบ หลากหลายสีสัน สลับกับต้นสนสูงสง่า ยิ่งเข้าไปลึก ก็พบเห็นแต่ดอกไม้นานาพันธ์ ช่างเป็นสถานที่เหมือนในฝันเสียจริง
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในมโนภาพ สาวน้อยกำลังวาดบ้านในฝัน มีสวนที่ปลูกดอกกุหลาบมากมาย ดอกไม้นานาพันธ์ ผลัดกันเบ่งบานรับอรุณในหน้าหนาว
"วาดอะไรอยู่หรือ คุณดา"เด็กหน่มข้างบ้านเอ่ยทักดาหวัน
"บ้านของดาเองค่ะ ถ้าดาโตขึ้นจะปลูกบ้านให้ได้อย่างนี้ ดาตั้งชื่อว่าบ้านปานตะวันค่ะ สวยไหม" สาวน้อยยิ้มกรุ่มกริ้ม
ธรรณทร มองภาพในมือของสาวน้อย แล้วชมว่าสวยดี ภาพนั้นยังติดตรึงตราเขาไม่เคยจาง
ขณะที่หล่อนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลัง ก็ต้องสะดุ้งตื่น เมื่อมีชายคนหนึ่งเปิดประตูมาแล้วเอ่ยทักทาย "ยินดีต้อนรับสู่บ้านปานตะวัน"ธรรณทรเชื้อเชิญหญิงสาว เขามองหล่อนอย่างมีเลศนัย รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความโกรธแค้น
ณ เวลานี้ ดาหวันดูจะมีความสุขและธรรณทรเองก็เช่นกัน ความรักกับความแค้นทำให้เขาปรนเปรอ ดาหวันทุกอย่างแม้แต่ชีวิตก็ให้ได้ ดาหวันหลงระเริงในรสรัก ที่อยากหยุดโลกไว้แค่ ณ ที่แห่งนี้ ที่มีเราแค่สองคน จนกระทั่งเริ่มมีบางสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นในตัวหล่อน สิ่งมีชีวิตกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว หล่อนสังเกตุได้ จากประจำเดือนที่ขาดหายไป 3 เดือน แล้ว อาการแพ้ท้องก็เริ่มมีให้เห็น แต่ชายหนุ่มไม่ได้สังเกตุอะไรเลย ในใจเฝ้ารอเวลา แห่งการแก้แค้น ความรู้สึกที่ถูกหักหลังยังคงครุกรุ่นในจิตใจ
และแล้ววันนั้นก็มาถึง
เสียงรถยนต์ คันแล้วคันเล่า ขับผ่านหน้าบ้านไป พร้อมด้วยรถขนโต๊ะ เก้าอี้ มากมาย ดาหวันยืนมองอยู่หน้าบ้าน ผู้คนกำลังอลม่าน วุ่นวาย เสียงจอแจ แต่เช้าปลุกให้หล่อนตื่นขึ้นมา ด้วยอาการวิงเวียนปนสงสัย ไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยแม้แต่คนเดียว
17:00 น.
"คุณค่ะ นายสั่งให้เอาชุดมาให้เปลี่ยนค่ะ"สาวใช้นางนึงถือชุดราตรีสีนวล ส่งให้ดาหวัน
ดาหวันรับไปพรางสงสัยว่ามีงานเลี้ยงของใครกัน แต่ยังไม่ทันเอ่ยถาม สาวใช้ก็ชิงตอบก่อน
"คืนนี้จะมีงานฉลองแต่งงานที่ท้ายไร่นะค่ะ เห็นนายบอกว่าเป็นเพื่อนนะค่ะ ดิฉันก็ไม่ทราบอะไรมาก เพราะทางนั้นเขาไม่ได้บอกอะไรให้ ก็ยุ่ง ๆ อยู่ในครัว เสร็จแล้วดิฉันจะมารับตอน 1 ทุ่ม นะค่ะ"
ถึงเวลานัดแล้ว ดาหวันรู้สึกคลื่นไส้ พะอึดพะอม อาเจียนอยู่ตลอด ตั้งใจว่าไม่ไป แต่สาวใช้ก็คะยั้นคะยอให้ไปให้ได้ หล่อนจึงขอเวลานั่งพักสักหน่อย
เลยเวลาแล้ว จวนจะได้ขึ้นเวที เจ้าบ่าวเจ้าสาวปราศัยกับแขกแล้ว ทำไมหล่อนไม่มาซักที เขาคิด รึว่าจะรู้จากใครแล้ว เขากระวนกระวายจิตใจ กระสับกระส่าย มองซ้ายมองขวา จนศิริมา ต้องกระซิบบอกเขาว่า ได้เวลา ขึ้นเวทีแล้ว
หญิงสาวก้าวลงจากรถด้วยชุดราตรีสวยสง่า ประดุจดังเจ้าของงานก็ว่าได้ ทันทีที่หล่อนเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงประกาศทางไมโครโฟนเชิญคุณ ธรรณทร ทับเทวา และคุณศิริมา เรืองฤทธิ์ เจ้าบ่าว-เจ้าสาวขึ้นเวที เมื่อหล่อนมองขึ้นไปบนเวที เห็นทั้งคู่ ยืนหล่อสวยสง่าอยู่บนนั้นก็แทบเป็นลมล้มทั้งยืน นี่ซินะคือสิ่งที่ เขาต้องการให้เราได้พบกับความรู้สึกเช่นเดียวกับเขาในวันนั้น หล่อนเสียใจเกินกว่าที่จะบรรยายได้ ไม่มีเลยน้ำตาแห่งความเจ็บปวด มีแต่ความสาแก่ใจที่ทำแก่เขาไว้ หล่อนรู้สึกเหมือนคนที่ตายด้าน ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ประหนึ่งมีลมหายใจเพื่อสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง หล่อนโซเซเดินหนีมาตามไหล่เขา มีแต่ความมืดมิดว่างเปล่า ไกลแสนไกล ความเหนื่อยล้าเริ่มปกคลุมไปทั่วร่าง หล่อนไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป และก็เป็นลมล้มลงในที่สุด
..............................
"ฟื้นแล้วหรือ แม่หนู กำลังมีครรภ์ทำไมถึงมาเดินตากน้ำค้างเป็นลมอยู่ที่นี่ได้"หญิงวัยชราเอ่ยถามหล่อน
ดาหวันมองไปรอบ ๆ ไม่ตอบสิ่งใด หญิงชราบอกว่าลูกชายเป็นคนไปพบเธอ จึงพามาที่นี่ หล่อนมองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นการตกแต่งบ้านแบบญี่ปุ่น ฝาบ้านเป็นกระดาษ พื้นห้องคงจะราว 4 เสื่อ ได้ ไม่น่าประหลาดใจเลย เจ้าของคงเป็นคนญี่ปุ่นแน่นอน ถามไปถามมาจึงรู้ว่า หญิงชราเป็นคนญี่ปุ่นได้แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นคนไทย จึงได้ย้ายมาที่ประเทศไทย พรางชี้ให้ดูรูปลูกชาย ชื่อยูซึเกะ เขาเติบโตที่นี่ แต่ก็รักญี่ป่นมาก เขาจะกลับไปที่นั่นทุกปี 2-3 วัน เขาก็จะกลับไปแล้ว
ดาหวันได้ยินดีใจอย่างสุดซึ้งและขอร้องให้ยูซึเกะ พาหล่อนไปพบพี่สาวที่อยู่ญี่ปุ่นด้วย ซึ่งเขาก็ยินดี และรับปากว่าจะยอมจดทะเบียนสมรสหลอก ๆ เพื่อเธอจะได้กลับเข้าญี่ปุ่นได้สะดวก หนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร หล่อนไม่อาจนึกถึงมันอีก ลาแล้วอดีตที่แสนปวดร้าว การจองจำกับความรู้สึกผิดบาปได้หายไปจากใจ ฤ เพราะนี่เป็นหนี้บาปที่ต้องชดใช้ให้แก่เขา ธรรณทร ชายที่รักมั่นแต่เธอผู้เดียว
.................................................................
ตอนที่ 5
19 ปี ผ่านไป
"กลับมาแล้วครับ"เสียงลูกชายคนเล็กดังมาจากหน้าบ้าน มันเป็นธรรมเนียมของประเทศนี้ที่ต้องพูดทุกครั้งทันทีที่เข้าบ้าน หญิงกลางคนกำลังสาระวนอยู่กับการเตรียมอบขนมให้ลูกชาย ก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อลูกชายตัวดี แอบเข้ามาหอมแก้มตนอย่างไม่รู้ตัว
"ตาเถร ตก ๆ หมดเลย" หญิงวัยกลางคนอุทานอย่างตกใจ
"อะไรตกครับ คุณแม่ ล้อเล่นนิดหน่อยเอง" ทาคิชิ ลูกชายหัวเราะล่าอย่างสนุก
"ก็ใจแม่นะซิ ทีหลังอย่าเล่นอย่างนี้อีกนะ แอบทำอย่างนี้กับสาวบ่อยนะซิเรา"
"ไม่มีหรอกครับ ผมมีหญิงในดวงใจแล้ว ซึ่งเธอก็อยู่ไกลเกินกว่าที่ผมจะทำได้ เอาไว้รอผมเก็บเงินได้ก่อน จะแนะนำให้ครับ"ลูกชายตอบข้อข้องใจของผุ้เป็นแม่พรางหยิบขนมในจานเข้าปาก แล้วพูดต่อ
"เค้าเป็นสาวไทย ผมรู้จักเธอทางอินเตอร์เน็ตครับ"
หญิงวัยกลางคนหยุดชะงัก มองหน้าลูกชาย แกมสงสัย "เค้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครรึ"
"ไม่ทราบเหมือนกัน คุณแม่ไม่ชอบสาวไทยหรือครับ ผมเห็นพี่ยูซึกิมีแฟน คุณแม่ไม่ยักกะถามหาพ่อแม่เขาเลย" ผู้เป็นลูกชายตอบด้วยเสียงข่นเคืองเล็กน้อย
"ผมไปทำงานก่อนนะครับ" ว่าแล้วก็เดินจากไป ทำให้ผู้เป็นแม่กระวนกระวายใจ ใครกันนะที่ทำให้ทาเคชิ ขยันได้ขนาดนี้ ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย
24:00 น.
ผู้เป็นแม่นั่งรอลูกชายทั้ง 2 กลับบ้าน และทุกครั้ง ต้องเป็นยูซึกิ ก่อนเสมอ
"ยูลูกรู้รึไม่ว่าทาเคชิ เขาคบกับใครอยู่" ผู้เป็นแม่เอ่ยถามขณะที่ลูกชายคนโต ก้าวเท้าเข้ามา นั่งบนโซฟาตรงข้ามกับผู้เป็นแม่ เขามองสีหน้าแม่ที่ดูเคร่งเครียดแบบที่ไม่เคยเห็นมานานแล้ว ทุกทีคุณแม่จะนิ่งเงียบเฉยชาเวลาอยู่คนเดียว ท่านจะดูยิ้มแย้มต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาเท่านั้น เวลานี้ท่านดูกระวนกระวาย ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ปกติคุณแม่ไม่เคยใส่ใจเรื่องแฟนลูกอยู่แล้ว
"คุณแม่กังวลใจเรื่องอะไรหรือครับ"
"แม่อยากให้ลูกเช็คให้หน่อยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกใคร"หญิงวัยกลางคนสบตาลูกชายคนโตอย่างมีความหวัง
"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าเขาพบกันเมื่อตอน 10 ขวบ และตอนนี้เขาก็เป็นแฟนกันทางเน็ตนะครับ" ลุกชายคนโตชี้แจงและเล่าเรื่องราวที่ทาเคชิเล่าให้ฟัง ประดุจดังกับเจอด้วยตัวเอง
10 ปี ก่อน
"คุณพ่อค่ะ เรามาตามหาใครหรือค่ะ"เด็กน้อยถามอย่างสงสัย เมื่อผู้เป็นพ่อพาเด็กน้อยเดินไปทุกที่อย่างยาวนาน และแสนไกล โดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง ผู้เป็นพ่อลูบผมเด็กน้อย ไม่ตอบอะไร พาเด็กน้อยไปนั่ง ที่สวนสาธารณะแห่งนึง
ขณะที่เขาเหม่อลอยอย่างคนสิ้นหวัง ไร้จุดหมายปลายทาง การรอคอยที่จะอภัยให้คน ๆ นึง ได้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเสียเธอไป จึงได้รู้ว่า ความพยาบาทไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่ความปวดร้าว ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และเขาก็มองไปเห็นผู้หญิงคนนั้น ใบหน้าละม้ายคล้ายหญิงคนนั้นมาก เขาสั่งเด็กน้อยให้รออยู่ที่นี่แล้ววิ่งตามไป
เด็กน้อย นั่งรออยู่นานเริ่มหิวข้าว ท้องไส้ปั่นป่วน เริ่มรอ้งไห้หาพ่อ ขณะนั้น ทาเคชิ ขี่จักรยานผ่านมา จึงเข้าไปปลอบใจ แล้วชวนเด็กน้อยไปทานข้าวที่บ้าน ทั้งคู่ไปนั่งดูดาวด้วยกัน จนเวลาผ่านไปเด็กน้อยนึกขึ้นได้ว่า คุณพ่อคงจะรออยู่ จึงให้ทาเคชิ ขี่รถไปส่ง ทั้ง 2 ร่ำลากัน ทาเคชิมอบตุ๊กตาตัวโปรดให้เด็กน้อยไว้ดูต่างหน้า
เด็กน้อยทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง ทางเน็ต เวลานี้ทั้งคู่เป็นหน่มสาวแล้ว ปานตะวันสาวน้อยผิวขาวสวยสง่า ผมดกดำ จมูกโด่งได้รูป ดวงตากลมโต หน้าละม้ายคล้ายทาเคชินัก ทั้งคู่คิดว่าเป็นเนื้อคู่กัน จึงคุยกันถูกคอ แล้วคบหากันเรื่อยมา
ทาเคชิ มุ่งมั่นที่จะแต่งงานกับปานตะวัน ทุกวันหลังเลิกเรียนก็จะไปทำงานพิเศษต่อทันที
ความรักทำให้เขาทุ่มเททุกอย่าง ไม่ว่าจะเหนื่อยยากแค่ไหน
จากเรื่องราวที่ยูซึกิเล่าทำให้ผู้เป็นแม่ รู้สึกตื่นตระหนกใจ อยากรู้ให้ได้ว่าใช่คนที่หล่อนคิดหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ดี แต่ถ้าใช่ละ หล่อนจะทำเช่นไร ความรู้สึกที่ตายด้านไปแล้ว จะกลับมาทำร้ายคนที่เธอรักอีกคนหรือเปล่า หล่อนภาวนาขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย
.......................................................................
ตอนที่ 6
"ผมมีอะไรบางอย่าง ที่คุณแม่อยากทราบมาบอกให้รู้"ยูซึกิ หยิบรูปภาพในมือส่งให้ผู้เป็นแม่
หญิงวัยกลางคนรับรูปไปดูแล้วมองพิจารณา หน้าคล้ายกับทาเคชิมากเลย
"เธอชื่อปานตะวัน ลูกสาวคนเดียวของคุณธรรณทร ทับเทวา กับคุณศิริมา ทับเทวา"เขาแจงรายละเอียดให้ผู้เป็นแม่ฟัง
ทันทีที่หล่อนได้ยินชื่อธรรณทร หัวใจเหมือนจะหยุดเต้นชั่วคราว แก้วในมือหล่นแตกกระจาย หล่อนเป็นลมหมดสติไปทันที
.....................................
"คุณแม่ฟื้นแล้ว" ลูกชายทั้งสองพูดพร้อมกัน
หญิงวัยกลางคนมองลูกชายทั้งสอง แล้วบอกกับยูซึกิจะขอคุยด้วยตามลำพัง พอทาเคชิเดินคล้อยหลังไปแล้ว หล่อนจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ยูซึกิฟัง
"ที่แท้เรื่องก็เป็นอย่างนี้ แล้วนี่เราจะทำอย่างไรดี" เขายกมือขึ้นประสานกับหลังศรีษะพลางใช้ความคิด
"แม่อยากให้ลูกทำทุกทาง เพื่อให้ทาเคชิตัดใจ แต่อย่าบอกเรื่องนี้ให้น้องรู้เด็ดขาด เพราะเขาอาจทำใจไม่ได้"ผู้เป็นแม่สบตาลูกชายคนโต แต่ภายในใจก็ไม่อยากทำร้ายลูกได้ แต่ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว นอกเสียจากวิธีนี้ ซึ่งมันอาจทำให้เขาทั้ง 2 ต้องห้ำหั่นกันเอง
....................................
ท่าอากาศยานเชียงใหม่
ทาเคชิ : " ผมรู้สึกตื่นเต้นยังไงก็ไม่รู้นะพี่ ที่จะได้พบปานตะวันแล้ว"
ยูซึกิ : "คุณแม่เองก็อยากพบเธอเช่นกัน ไม่งั้นคงไม่ให้เรามารับเธอหรอก" เขาเอ่ยกับน้องชายพรางนึกถึงสิ่งที่แม่ได้กำชับมา ฟังนะยู ไม่ว่าลูกจะต้องเป็นผู้ชายที่เลวในสายตาน้อง แต่ก็ต้องทำเพื่อเขานะลูก ชาตินี้แม่จะได้ไม่มีบาปติดอยู่ในใจอีก
ขณะที่ทั้งสองยืนรออยู่ หญิงที่พวกเขาต้องการพบก็ปรากฏกายขึ้นในเบื้องหน้า
"สวัสดีค่ะ"ปานตะวันเอ่ยทัก
ยูซึกิ มองปานตะวันด้วยอาการเฉกเช่น ชายหนุ่มที่ปิ๊งหญิงสาวครั้งแรก จะเรียกว่ารักแรกพบก็ว่าได้ เขามองหล่อนอย่างเคลิบเคลิ้ม เธออยู่ในชุดเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงยีนส์ มองดูก็ธรรมดา แต่ผิวพรรณที่ขาวผุดผ่อง ช่างไม่เหมือนหญิงสาวบ้านไร่เลย หล่อนสวมรองเท้าบู๊ทยาวเท่าเข่า ดูทะมัดทะแมง สวยสง่า แต่เขาต้องหลุดจากภวังค์เมื่อหญิงสาวกระแอมออกมา ปรายตามาทางเขาแล้วพูดกับทาเคชิว่า
"พี่ชายคุณมองปานเหมือนจะดูดซับวิญญาณปานไปด้วยเลยนะคะ ไปกันเถอะค่ะ นี่ก็จวนจะค่ำแล้ว"
ชายผู้ถูกพูดถึงยิ้มแหย เมื่อรู้ว่าหล่อนจับได้ ว่าเขาคิดอะไรกับหล่อน เขาไม่ใช่เสือที่คิดจะตะปบเหยื่อได้โดยง่าย มันต้องมีชั้นเชิง ไม่งั้นเหยื่อก็คงรู้ตัวก่อนเป็นแน่
............................
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ"ปานตะวันเอ่ยทักชายหนุ่ม เมื่อเห็นเขายืนอยู่นอกระเบียงมองไปรอบบ้าน ที่นี่เป็นที่สูงมองลงไปข้างล่างจะเห็นไร่สวนเต็มไปหมด โดยเฉพาะทุ่งกุหลาบที่มันมากมาย มองไปสุดลูกหูลูกตา
"เช่นกันครับ คุณปาน ทาเคชิ ยังไม่ตื่นเลย เราออกไปเดินเล่นกันไหมครับ"
ทั้ง 2 เดินสำรวจไปทั่ว โดยที่ไม่รู้ว่าทาเคชิ ได้ตื่นมาส่องกล้องดูทั้งคู่อยู่ด้วยความบังเอิญ ความหวาดระแวงในใจได้เกิดขึ้นแล้ว
วันเวลาผ่านไป ทั้ง 2 คน ดูสนิทสนม ทั้งที่ความจริง ชายคนนั้นน่าจะเป็นทาเคชิ แต่กลับไม่ใช่ เพราะเขาไม่มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับปานตะวันเลย
แล้ววันนึงประกายเพลิงได้ปะทุขึ้นเมื่อเขาพบเห็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ยูซึกิเดินเล่นอยู่กับปานตะวันในไร่องุ่น เขาเห็นน้องชายกำลังเดินมา จึงแกล้งดึงหญิงสาวเข้ามาแล้วกอดจูบ หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว พอตั้งสติได้ ก็เงื้อมือขึ้นหมายจะตบเขา แต่เขาคว้าข้อมือได้ทัน
"นี่คุณทำบ้าอะไร ถ้าน้องคุณมาเห็นเขาจะทำยังไง คุณก็รู้อยู่ว่าเราเป็นแฟนกัน" หญิงสาวกล่าวอย่างฉุนเฉียว
"ก็ใช่ แล้วไง ก็ผมรักคุณ" เขาตอบอย่างไม่หยี่หละ
"แต่ฉันไม่ได้รักคุณ"หญิงสาวตอบ
"คุณแน่ใจ คุณอาจจะเคยรักใครบางคน แต่ตอนนี้อาจไม่ใช่ พูดซิว่าคุณไม่หวั่นไหว จะบูชารักเหมือนในนิยาย หรือไง รักแรกพบ มันไม่มีหรอกคุณ "เขายื่นหน้าเข้าไปชิดหล่อนจมูกชนกัน
หญิงสาวสบสายตาที่เขามองมา อย่างไม่แน่ใจตัวเอง แต่กระนั้นฉากรักก็ต้องหยุดลง เมื่อมีเสียงฝีเท้าหนึ่งเดินย่างเข้ามา เขาหยิบปืนขึ้นมา จ่อไปที่ยูซึกิพี่ชาย
"แกแย่งแฟนฉัน" เขากัดฟันคำรามออกมา กดปืนเตรียมพร้อมที่จะยิง
ปานตะวันรีบเอาตัวมาบังด้วยความตกใจ
"อย่าค่ะ คุณทำยังงี้ไม่ได้ ฉันเป็นคนผิดเอง"
"ไม่ต้องมาพูด หญิงใจง่าย คุณเองก็เช่นกัน "เขามองหล่อนด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง เอาปืนจ่อศรีษะหล่อนแล้วบังคับให้ขึ้นรถไป
ทั้ง 2 ถูกมัดมือ และปืนที่จ่อศรีษะบังคับให้เดินเข้าป่าไป ลึกเข้าไปไกลแสนไกลจนมาหยุดที่น้ำตกแห่งหนึ่งข้างล่างเป็นผาน้ำตก ถ้าตกลงไปก็คงไม่เหลือซากเป็นแน่
"ทาเคชิ นายแน่ใจแล้วรึที่ทำอย่างนี้"
ทาเคชิเหลือบมองพี่ชายด้วยสายตาอาฆาตใช้ปืนตบหน้าพี่ชาย แล้วอัดด้วยไม้ เลือดท่วมตัว
"พอได้แล้ว นั่นพี่คุณนะ อย่าทำอย่างนี้อีกเลย คุณจะเอาชั้นไปทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำร้ายพี่คุณเลย" หญิงสาวขอร้องทั้งน้ำตา
"คุณไม่ต้องขอร้อง ผมจัดการคุณแน่ แต่ต้องกำจัดตัวมารเสียก่อน"
เขาหันไปทางพี่ชาย เอาปืนจ่อศรีษะแล้วเตรียมจะลั่นไก
เปรี้ยง เสียงปืนดังสนั่นลั่นป่า
แต่มันพลาดไปโดนกิ่งไม้ เพราะปานตะวันกระโดดเตะปืนนั้นกระเด็นออกไป
"วิ่งเร็ว"หล่อนวิ่งนำชายหนุ่มแล้วบอกให้กระโดดลงไป
ทั้งคู่กระโดดลงผาน้ำตกไป โดยที่ทาเคชิคิดว่า ทั้งคู่ต้องไม่รอดแน่
.......................................................
เสียงน้ำกระเซ็นดังตูม ปานตะวันและยูซึกิยังมีชีวิตอยู่ จึงแก้มัดให้แก่กันและกัน
"คุณนี่ใจถึงเป็นบ้า นี่ถ้าโดดลงมาแล้วไม่รอดจะทำไง"
"ก็แล้วใครล่ะ ที่ก่อเรื่องให้เป็นแบบนี้ ดูสิต้องมาเจ็บตัวจนได้" หล่อนค้อนสายตาต่อว่าเขา จับแขนเขาขึ้นมาแล้วเอามีดจ่อเพื่อที่จะเอาเศษหินออก
"นี่คุณ จะฆ่าผมหรือไง "
"บ้ารึไง ถ้าฉันอยากฆ่าคุณจะโดดน้ำลงทำไม ฉันจะเอาเศษหินออกให้"
"ไม่มีวิธีอื่น ที่ดีกว่านี้หรือไง "เขามองอย่างแหยงๆ
"หรือคุณจะปล่อยให้มันเน่า แล้วโดนตัดแขนก็ตามใจ"
"โอเค ผมยอมแล้ว" เขากัดฟันแน่นเมื่อใบมีดกรีดลงไปที่ผิวหนัง แต่ก็สุดจะทานทน จึงแผดร้องออกมา
"อ๊าก ๆๆ"
หญิงสาวกรีดเอาเศษหินที่มันฝังอยู่ที่แขนเขาตอนตกลงออกได้แล้วก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าห้ามเลือดให้เขา
"คุณนี่เหลือเกินเลย จะร้องเรียกน้องชายคุณให้มาขยี้เราอีกหรือไงกัน"
"ก็มันเจ็บนี่คุณ ผมไม่ใช่สัตว์ทดลองในห้องแล็ปนะ จะได้ยอมให้คุณกรีดผมได้ง่าย ๆ "
"แล้วนั่นคุณทำอะไร" เขามองหล่อนเอาไม้ถูกัน แล้วหัวเราะออกมา หยิบไฟแช็คในกระเป๋ากางเกงส่งให้
หญิงสาวมองหน้าเขาอย่างขุ่นเคือง "แล้วทำไมไม่บอกว่ามี ให้นั่งถูอยู่ได้"
"ก็คุณไม่ได้ถาม" เขายักไหล่ตอบอย่างยียวน
หล่อนกำมีดในมือแล้วแกล้งยกไปที่ตัวเขา
"อ๊า อย่านะคุณ ผมกลัวแล้ว คุณนี่โหดจริง ๆ " เขาร้องเสียงหลง
"ฉันก็แค่ล้อเล่น"หญิงสาวยักไหล่ตอบแบบกวน ๆ ที่เอาคืนเขาได้
ติดตามตอนต่อไป
ฝากผลงานของคุณ isava ด้วยค่ะ
ถ้าชอบติชมได้ในสมุดเยี่ยมชมนะค่ะ ^_^
ท่านใดชอบเขียนฝากผลงานได้ที่สมุดเยี่ยม ใครเขียนได้โดนใจที่สุด รับฟรีหนังสือ 1 เล่ม จ้า